เมื่อความสงสัยในวัยเด็กกลายเป็นคำถามที่รอการพิสูจน์
เชื่อว่าเราทุกคนเติบโตมาพร้อมกับประสบการณ์การไปร่วมงานศพอย่างน้อยสักครั้งในชีวิต และภาพจำที่ชัดเจนที่สุดคงไม่ใช่ช่วงเวลาของการรับเบรกหรือการพบปะผู้คน แต่เป็นวินาทีที่พระสงฆ์เริ่มสวดมนต์บทที่เป็นภาษาบาลีที่เราฟังไม่ค่อยออก กุสลาธรรมา อกุสลาธรรมา… สวดไปยาวเหยียดจนบางครั้งเราก็นั่งนิ่งๆ งุนงงว่าท่านกำลังสวดอะไร มีความหมายอย่างไร และทำไมต้องสวด คำถามที่หลายคนตั้งข้อสงสัยมาตั้งแต่เด็กและยังไม่มีใครเฉลยได้ชัดเจนคือ สรุปแล้วบทสวดเหล่านั้นสวดให้คนตายฟัง หรือแท้จริงแล้วตั้งใจจะสื่อสารกับคนเป็นกันแน่ วันนี้เราจะพาทุกท่านย้อนเวลากลับไปสำรวจรากเหง้าของพิธีกรรมที่แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้งนี้ไปด้วยกัน
หากเราลองพยายามค้นหาคำแปลของบทสวดงานศพในปัจจุบัน ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคือความสับสน เพราะการแปลบาลีเป็นไทยตรงตัวนั้นยากเกินกว่าจะเข้าใจได้โดยง่าย ในอดีตการสวดมนต์ไม่ใช่การร่ายมนต์คาถาเพื่ออิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ แต่เป็นการถ่ายทอดคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ยังไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร การสวดจึงเป็นวิธีการทบทวนและรักษาคำสอนให้คงเดิมที่สุด แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ภาษาที่ใช้ในบทสวดกับภาษาที่ชาวบ้านพูดในชีวิตประจำวันเริ่มห่างไกลกันมากขึ้น คอนเซปต์ของการสวดจึงถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นเรื่องของความเป็นสิริมงคล การน้อมนำธรรมะมาเป็นที่ตั้งของจิตใจ มากกว่าการมุ่งเน้นที่ความหมายทีละคำเหมือนยุคเริ่มต้น
จากบทสวดพระมาลัยสู่การจัดระเบียบในรัชสมัย
ในสมัยก่อนงานศพของไทยไม่ได้มีการสวดพระอภิธรรมอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ แต่ได้รับความนิยมในการสวดบทพระมาลัย ซึ่งเป็นเรื่องราวการไปเยือนนรกสวรรค์ของพระมาลัย เพื่อสอนเรื่องกฎแห่งกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด เรื่องราวนี้เคยถูกใช้เป็นคติธรรมในงานแต่งงานเพื่อให้คู่บ่าวสาวตระหนักถึงการครองตนเป็นคนดี แต่ด้วยความที่มันเข้าถึงง่ายและสอนเรื่องบาปบุญคุณโทษ จึงถูกนำมาสวดเป็นเพื่อนศพในตอนกลางคืนเพื่อให้คนอยู่เฝ้าศพได้ฟังไปเพลินๆ แต่ด้วยนิสัยคนไทยที่รักความสนุก การสวดพระมาลัยในงานศพจึงถูกนำมาปรับปรุงใส่ทำนองที่เร้าใจ มีการแสดงประกอบ มีดนตรี และแน่นอนว่าขาดไม่ได้คือมุกตลกสองแง่สามง่ามที่ชาวบ้านชื่นชอบ จนกลายเป็นการสวดคฤหัสถ์ที่ดูจะไม่สำรวมนัก
เมื่อถึงยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ความไม่เหมาะสมในการสวดพระมาลัยจนถึงขั้นพระสงฆ์มาร่วมเล่นสนุกกับฆราวาสในช่วงเวลากลางคืน ทำให้เกิดการออกกฎหมายสงฆ์ในสมัยรัชกาลที่ 1 ให้ยกเลิกการสวดพระมาลัยแบบเดิม และกำหนดให้หันมาสวดพระอภิธรรมแทน การสวดพระอภิธรรมจึงกลายเป็นมาตรฐานหลักของงานศพไทยนับแต่นั้นมา เพราะพระอภิธรรมคือหัวใจของคำสอนในพระพุทธศาสนา ว่าด้วยเรื่องธรรมชาติของจิต เจตสิก รูป และนิพพาน ซึ่งเป็นปรัชญาขั้นสูงที่เตือนใจให้เห็นว่าทุกสิ่งในโลกเป็นเพียงสิ่งสมมติ เพื่อให้คนเป็นได้ฉุกคิดถึงความไม่เที่ยงแท้ของสังขาร
บทมาติกา: สารบัญธรรมะที่ส่งผ่านถึงคนเป็น
สำหรับคำถามที่ว่าบทสวดมาติกานั้นคืออะไร ทำไมเราถึงมักได้ยินพระสวดคำเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา คำตอบนั้นเรียบง่ายคือบทมาติกาเปรียบเสมือน สารบัญ ของคัมภีร์พระอภิธรรม ซึ่งมีการรวบรวมหัวข้อธรรมที่สำคัญเอาไว้ เพื่อการย่อเนื้อหาให้กระชับและจดจำง่าย เนื่องจากในอดีตการสวดเนื้อหาเต็มของคัมภีร์ทั้ง 7 เล่มนั้นใช้เวลานานเกินกว่าที่จะทำได้ในพิธีทั่วไป คนไทยจึงใช้วิธีการเลือกสวดเพียงบทขึ้นต้นหรือสารบัญของคัมภีร์แต่ละเล่มเพื่อให้ครอบคลุมหัวข้อสำคัญ การที่เราฟังไม่รู้เรื่องหรือรู้สึกว่าคำศัพท์ไม่ต่อเนื่องกัน ก็เพราะนั่นคือการไล่เรียงหัวข้อธรรมที่เน้นให้คนฟังได้น้อมนำจิตมาทบทวนความจริงของชีวิตนั่นเอง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบทสวดในงานศพ
ทำไมต้องสวดให้คนตายฟัง? ความจริงแล้วพิธีกรรมนี้เน้นไปที่การสอนคนเป็นให้เห็นความไม่เที่ยงแท้ของชีวิต และการปลอบประโลมญาติพี่น้องให้ยอมรับกฎแห่งวัฏสงสารมากกว่า บทสวดที่พระสวดนั้นเป็นภาษาบาลีทั้งหมดหรือไม่? ใช่ครับ เป็นภาษาบาลีเพื่อรักษาต้นฉบับคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ถูกต้องที่สุด การสวดบทพระอภิธรรมมีกี่คัมภีร์? มีทั้งหมด 7 คัมภีร์ ซึ่งในงานศพส่วนใหญ่จะมีการสวดมาติกาหรือสารบัญของทั้ง 7 คัมภีร์นี้เพื่อให้ครบถ้วนตามธรรมเนียมโบราณ
ไขข้อข้องใจเรื่องพิธีกรรมและหลักพุทธศิลป์กับผู้เชี่ยวชาญ
หากคุณมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนา คติความเชื่อ หรือเรื่องราวเกี่ยวกับงานช่างพุทธศิลป์ที่สืบทอดกันมากว่า 80 ปี โรงหล่อพระ ส.ธนากิจพาณิชย์ ยินดีแบ่งปันความรู้และเป็นพื้นที่ให้คำปรึกษาแก่ทุกท่านด้วยใจ เพื่อให้คุณเข้าใจรากเหง้าของวัฒนธรรมไทยที่งดงามได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เราให้คำปรึกษาฟรีด้วยประสบการณ์ผู้เชี่ยวชาญโดยไม่มีเงื่อนไขทางการค้า